9 จำนวนผู้เข้าชม |
เคยสงสัยไหมคะว่า ทำไมบางวันหนังศีรษะของเราถึงแห้ง ลอก เป็นขุย คัน คันจนยั้งมือไม่ได้ หรือบางวันก็คายน้ำมันออกมาจนผมลีบแบน? ยิ่งคนที่มี หนังศีรษะบอบบาง หรือ หนังศีรษะแพ้ง่าย การจะใช้อะไรแต่ละทีก็ต้องคอยระวังไปหมด
"การมีหนังศีรษะสุขภาพดี ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจสรีรวิทยาและกลไกธรรมชาติ" หลายคนมักไปโฟกัสที่การบำรุงเส้นผม แต่ลืมไปว่า หนังศีรษะ คือ "ผืนดิน" ที่เป็นต้นกำเนิดของเส้นผมทั้งหมด หากผืนดินไม่มีคุณภาพ ผมที่งอกใหม่ก็จะอ่อนแอตามไปด้วย
วันนี้ เราจะมาเจาะลึกแบบเพื่อนคู่คิด เล่าเรื่องยาก ๆ ให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า หนังศีรษะทำงานอย่างไร เพื่อให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับ ปัญหาหนังศีรษะ สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกจุด และกลับมามีหนังศีรษะที่แข็งแรงอีกครั้งค่ะ
ถ้ามองใต้กล้องจุลทรรศน์ หนังศีรษะของเราไม่ได้เป็นแค่ผิวนอกราบเรียบ แต่มีความซับซ้อนเรียงตัวเป็นชั้น ๆ ถึง 5 ชั้น หรือที่ทางการแพทย์ใช้ตัวย่อว่า SCALP ตามชื่อภาษาอังกฤษ
ชั้นในสุดที่แนบชิดติดกับกระดูกกะโหลกศีรษะ คอยส่งสารอาหารเลี้ยงกระดูก

หากเราเจาะลึกเฉพาะชั้นผิวหนัง (Skin) จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก
หนาเพียงประมาณ 1.5 มิลลิเมตร แต่ทำหน้าที่เป็น "เกราะคุ้มกันผิว" (Skin Barrier) ชั้นบนสุดเรียกว่า Stratum Corneum ประกอบด้วยเซลล์ผิวที่อัดแน่น คอยป้องกันมลภาวะ สิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค และกักเก็บน้ำไม่ให้ระเหยออก
มีความหนา 2 ถึง 4 มิลลิเมตร เป็นแหล่งกักเก็บความยืดหยุ่น (มีคอลลาเจนและอีลาสติน) อีกทั้งยังเป็นที่อยู่ของต่อมรากผม ต่อมน้ำมัน และเส้นเลือดฝอยที่นำสารอาหารมาเลี้ยงรากผม
เส้นผมแต่ละเส้นไม่ได้งอกขึ้นมาเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดสิ้นสุด แต่มี "วงจรชีวิตของเส้นผม" ที่หมุนเวียนไป 3 ระยะหลัก
ในภาวะปกติ ผมของเราจะร่วงวันละประมาณ 100–200 เส้น ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากเกราะป้องกันหนังศีรษะถูกทำลาย หรือเกิด ภาวะอักเสบ ลึกลงไปถึงชั้น Dermis จะทำให้รากผมอ่อนแอก่อนเวลาอันควร และหลุดร่วงมากกว่าปกติได้ค่ะ
บนหนังศีรษะของเรามีสิ่งที่เรียกว่า "ไมโครไบโอม" (Microbiome) หรือจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ อาศัยอยู่หลายร้อยล้านตัว ประกอบด้วยทั้งแบคทีเรียและเชื้อราประจำถิ่น:
อาศัยคราบไขมันบนหนังศีรษะเพื่อดำรงชีวิต
เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไป เช่น สภาพอากาศ, ความเครียด, ฮอร์โมน หรือ การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรงเกินไป (มีค่า pH ไม่เหมาะสม) จะทำให้เกราะป้องกันผิว Epidermis ถูกทำลาย
เชื้อรา Malassezia จะเจริญเติบโตมากเกินไปและคายกรดไขมันระคายเคือง (Oleic Acid) แทรกซึมลงชั้นผิว ทำให้เซลล์ผิวผลัดตัวผิดปกติ กลายเป็น รังแค หรือเกิดผื่น เซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) พร้อมอาการคัน แสบ และแดง
เพื่อที่จะดูแลได้ตรงจุด ลองมาเช็กกันดูค่ะว่า ปัญหาหนังศีรษะ ของคุณจัดอยู่ในกลุ่มไหน
เกิดจากผิวขาดความชื้นและน้ำมันตามธรรมชาติ ชั้น Epidermis สูญเสียน้ำ สะเก็ดขุยจะเป็นแผ่นเล็กๆ สีขาว แห้ง ร่วงง่าย รู้สึกตึง ๆ ศีรษะ
เกิดจากน้ำมันส่วนเกินร่วมกับการขยายพันธุ์ของเชื้อรา Malassezia สะเก็ดจะมีลักษณะแผ่นใหญ่ สีขาวออกเหลือง มีความมันวาว มักมาพร้อมรอยแดงและอาการคันเรื้อรัง
เกราะป้องกันผิวพังทลาย สารเคมีหรือมลภาวะซึมผ่านได้ง่าย โดนอะไรนิดหน่อยก็แสบ คัน ตึง หรือเป็นตุ่มแดงได้ง่าย
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มี หนังศีรษะบอบบาง หรือ หนังศีรษะแพ้ง่าย การดูแลต้องเน้นความอ่อนโยน และสร้างสมดุลให้เกราะคุ้มกันผิวเป็นหลัก
น้ำที่ร้อนเกินไปจะชะล้างน้ำมันปกป้องผิวตามธรรมชาติออกจนหมด ทำให้ชั้น Epidermis สูญเสียความชุ่มชื้น ส่งผลให้หนังศีรษะแห้งกรอบ หรือขับน้ำมันออกมาชดเชยจนมันเยิ้มกว่าเดิม
การใช้เล็บเกาแรง ๆ จะสร้างรอยแผลขนาดเล็ก (Micro-tears) บนหนังศีรษะ เปิดโอกาสให้เชื้อโรคแทรกซึมเข้าสู่ชั้น Dermis เกิดการอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
การรักษาค่าความเป็นกรด-ด่างธรรมชาติของหนังศีรษะให้อยู่ที่ pH 5.5 เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะค่า pH ระดับนี้จะช่วยส่งเสริมให้แบคทีเรียดี (C. acnes) ทำงานได้ดี คงความสมดุลของไมโครไบโอม และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผู้ที่มี หนังศีรษะบอบบาง หนังศีรษะแพ้ง่าย หรือกำลังสับสนว่าจะเลือกผลิตภัณฑ์สระผมอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ทำร้ายเกราะป้องกันหนังศีรษะ SEBAMED Everyday Shampoo เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ออกแบบมาบนพื้นฐานทางสรีรวิทยาของผิวอย่างแท้จริง
ด้วยสูตรที่คิดค้นมาให้มีความอ่อนโยนสูง จึงสามารถใช้สระผมได้ทุกวันโดยไม่ทำให้หนังศีรษะแห้งตึง
สามารถสั่งซื้อได้ที่
การทำความเข้าใจสรีรวิทยาและกลไกของหนังศีรษะ คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อ "ผืนดิน" อย่างหนังศีรษะของเรากลับมามีสุขภาพดี แข็งแรง และสมดุลแล้ว เส้นผมที่งอกงามใหม่ก็จะนุ่มสลวย สุขภาพดี และอยู่กับเราไปอีกนานค่ะ