3 จำนวนผู้เข้าชม |
ปัญหากระทบกระเทือนใจของใครหลายคนเมื่อส่องกระจกแล้วพบกับเศษขุยสีขาวหลุดร่วงลงมาเกาะบนปกเสื้อ มักมาพร้อมกับอาการคันเรื้อรังที่ชวนให้หมดความมั่นใจ ปัญหาเรื่อง รังแค เป็นหนึ่งในสภาวะทางผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดทั่วโลก แต่สำหรับผู้ที่มีสภาวะ หนังศีรษะบอบบาง หรือ หนังศีรษะแพ้ง่าย การหาต้นตอของปัญหากลับซับซ้อนยิ่งกว่าคนทั่วไป หลายคนปักใจเชื่อข้อความบนโลกออนไลน์ที่ระบุว่า "ซิลิโคน" ในแชมพูคือผู้ร้ายตัวจริงที่เข้ามารุดทำลายสุขภาพหนังศีรษะ อุดตันรูขุมขน และทำให้เกิดรังแคไม่รู้จบ จนนำไปสู่กระแสการต่อต้านซิลิโคนในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมอย่างแพร่หลาย
ในมุมมองของวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางและตลับเวชสำอางผิวหนัง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับซิลิโคนอาจไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อทั่วไปเสมอไป การทำความเข้าใจกลไกทางชีววิทยาของหนังศีรษะ การขยายพันธุ์ของเชื้อรา และปัจจัยกระตุ้นความระคายเคืองอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาผิวสามารถเลือกใช้ แชมพูขจัดรังแค ที่เหมาะสม เพื่อฟื้นคืนความแข็งแรงและสมดุลให้แก่เส้นผมและหนังศีรษะได้อย่างตรงจุด
ก่อนที่จะสรุปว่าสารชนิดใดเป็นต้นเหตุของปัญหา จำเป็นต้องแยกแยะหน้าที่ของสารปรับสภาพเส้นผมและกระบวนการเกิดรังแกออกจากกันอย่างชัดเจนตามหลักการทางตลาดยาและผิวหนัง
สารกลุ่มซิลิโคน เช่น ไดเมทิโคน เป็นสารโพลิเมอร์สังเคราะห์ที่มีความเสถียรทางเคมีสูง ถูกนำมาใช้ในแชมพูและครีมนวดผมเนื่องจากมีคุณสมบัติในการสร้างฟิล์มบางๆ ปกคลุมชั้นเกล็ดผม ฟิล์มซิลิโคนนี้ช่วยลดแรงเสียดทานระหว่างเส้นผม ลดการเกิดไฟฟ้าสถิต ป้องกันผมพันกัน และช่วยให้เส้นผมดูนุ่มลื่นเงางาม ซิลิโคนเป็นสารที่ไม่ละลายในน้ำมันและไม่ทำปฏิกิริยากับสารชีวภาพบนผิวหนังโดยง่าย ซึ่งโดยตัวมันเองถือเป็นสารที่มีอัตราการก่อให้เกิดอาการแพ้ต่ำมาก 
ในทางวิทยาศาสตร์ผิวหนัง การเกิดรังแค หรือ โรคผื่นแพ้ต่อมไขมัน มีกลไกหลักที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
เชื้อรา Malassezia จะดำรงชีวิตโดยการใช้น้ำมันบนหนังศีรษะเป็นแหล่งอาหาร แล้วย่อยสลายไตรกลีเซอไรด์ในน้ำมันให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ เช่น กรดโอเลอิก หากเกราะคุ้มกันผิวของบุคคลนั้นอ่อนแอ กรดไขมันอิสระเหล่านี้จะแทรกซึมผ่านชั้น Stratum Corneum เข้าไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังศีรษะผลัดตัวเร็วกว่าปกติถึงหลายเท่าตัว เซลล์ผิวที่ตายแล้วจึงจับตัวกันเป็นแผ่นขุยลอกหลุดออกมาเป็นรังแค
เมื่อพิจารณาตามกระบวนการทางชีวเคมี ซิลิโคนไม่ได้เป็นอาหารของเชื้อรา Malassezia และไม่ได้มีฤทธิ์กระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า "ซิลิโคนเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดรังแค" จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่มี หนังศีรษะบอบบาง หรือ หนังศีรษะแพ้ง่าย ซิลิโคนสามารถส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาพหนังศีรษะได้ผ่านกลไกสภาวะแวดล้อม
ปัญหาที่แท้จริงของซิลิโคนไม่ได้เกิดจากความเป็นพิษของตัวสาร แต่เกิดจาก "การสะสม" บนหนังศีรษะ หากใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของซิลิโคนชนิดไม่ละลายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้ทำความสะอาดอย่างหมดจด ชั้นฟิล์มซิลิโคนจะพอกหนาขึ้นบนผิวหนังศีรษะ สำหรับผู้ที่มี หนังศีรษะแพ้ง่าย ซึ่งมักจะมีเกราะป้องกันผิวเปราะบางอยู่แล้ว ฟิล์มซิลิโคนที่สะสมนี้จะทำหน้าที่คล้ายแผ่นพลาสติกที่กักเก็บน้ำมันส่วนเกิน เหงื่อ และเซลล์ผิวที่หลุดลอกไว้ด้านใต้
สภาวะอับชื้นและความมันที่ถูกกักเก็บไว้ใต้ชั้นฟิล์ม กลายเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีที่ส่งเสริมให้เชื้อรา Malassezia ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการอักเสบ อาการคัน และรังแคตามมาในที่สุด
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คือการสับสนระหว่างอาการรังแคจากเชื้อรา กับอาการผื่นระคายเคืองสัมผัส หรือผื่นแพ้สัมผัส ผลิตภัณฑ์แชมพูทั่วไปมักใส่สารแต่งกลิ่นหอม (Fragrance) สารกันเสีย หรือสารทำความสะอาดประเภทซัลเฟตที่รุนแรง สารเคมีเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแสบ แดง คัน และผิวลอกเป็นขุยบน หนังศีรษะบอบบาง ได้โดยง่าย ซึ่งผู้ใช้อาจเข้าใจผิดว่าขุยลอกดังกล่าวคือรังแคที่เกิดจากซิลิโคน ทั้งที่เป็นผลมาจากปฏิกิริยาแพ้สารเคมีชนิดอื่นในสูตรตำรับ
ปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อสุขภาพหนังศีรษะโดยตรง แต่ถูกมองข้ามมากที่สุดคือ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยธรรมชาติแล้ว ผิวหนังและหนังศีรษะมนุษย์จะมีชั้นฟิล์มคุ้มกันตามธรรมชาติเรียกว่า Acid Mantle ซึ่งมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5.5
ค่าความเป็นกรดอ่อนๆ ที่ pH 5.5 ทำหน้าที่เป็นเกราะชีวภาพที่สำคัญต่อหนังศีรษะดังนี้:
เอนไซม์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ไขมันสำคัญ เช่น เซราไมด์ (Ceramide) จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุดในสภาวะ pH 5.5 ช่วยให้เกราะคุ้มกันผิวแข็งแรง
ช่วยรักษาโครงสร้างชั้น Stratum Corneum ให้เรียงตัวแน่นหนา ลดการสูญเสียน้ำผ่านผิวหนัง (TEWL) และป้องกันสารระคายเคืองจากภายนอกเข้าสู่ชั้นผิว

เมื่อผู้ที่มี หนังศีรษะแพ้ง่าย ใช้แชมพูที่มีความเป็นด่าง หรือแชมพูที่ใช้สารทำความสะอาดชนิดรุนแรง ค่า pH บนหนังศีรษะจะพุ่งสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เอนไซม์ย่อยสลายโปรตีน ทำงานมากเกินไป จนเข้าทำลายโครงสร้างยึดเกาะของเซลล์ผิว สภาวะกรดตามธรรมชาติที่สูญเสียไปเปิดโอกาสให้เชื้อรา Malassezia เจริญเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เกราะคุ้มกันผิวรั่วไหล เกิดอาการแห้ง ลอก คัน และ รังแค เรื้อรัง
การแก้ปัญหารังแคบน หนังศีรษะบอบบาง ไม่ใช่เพียงแค่การหลีกเลี่ยงสารซิลิโคน แต่คือการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อขจัดต้นเหตุของรังแค ไปพร้อมๆ กับการถนอมเกราะคุ้มกันผิวหนังศีรษะ
เพื่อไม่ให้ทำลายชั้นไขมันตามธรรมชาติบนหนังศีรษะ
เพื่อคงความสมดุลของ Acid Mantle และส่งเสริมสุขภาพของจุลชีพประจำถิ่น
เลือกสารที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้ง Malassezia โดยไม่ทำร้ายเซลล์ผิวข้างเคียง
สำหรับผู้ที่กำลังเผชิญปัญหารังแคและมีสภาวะ หนังศีรษะแพ้ง่าย การเลือกใช้เวชสำอางที่ได้รับการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์อย่าง Sebamed Anti Dandruff Shampoo ถือเป็นทางออกที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของผิวอย่างแท้จริง
เป็นแชมพูขจัดรังแคที่ล้างออกง่าย ปราศจากพาราเบน พทาเลท และสารเคมีที่เป็นอันตราย จึงไม่ทิ้งคราบอุดตันสะสมใต้ผิว ให้ความรู้สึกเบาสบายหลังสระ

ข้อสรุปทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์เครื่องสำอางระบุอย่างชัดเจนว่า สารซิลิโคนไม่ได้เป็นสารก่อ รังแค โดยตรง เนื่องจากไม่ใช่อาหารของเชื้อรา แต่การใช้ซิลิโคนชนิดไม่ละลายน้ำอย่างต่อเนื่องในผู้ที่มี หนังศีรษะบอบบาง อาจก่อให้เกิดสารตกค้างสะสม กักเก็บความมันและเหงื่อไคล จนสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของเชื้อรา Malassezia ได้ เพื่อการดูแลหนังศีรษะอย่างถูกวิธีและยั่งยืน ควรปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้