Register | Forgot password   Engไทย

Username :  Password :  
แม่และเด็ก
     
     
 
 แม่และเด็ก
 

การดูแลและปฏิบัติตนขณะตั้งครรภ์

 

 


เมื่อมีการวางแผนที่จะมีบุตรแล้วนั้น ควรมีการเตรียมความพร้อมก่อนการมีบุตร ทั้งการตรวจสุขภาพร่างกายและการตรวจเลือด เพื่อเตรียมให้เกิดความพร้อมสูงสุดและความสมบูรณ์มากที่สุดต่อการตั้งครรภ์ครั้งนั้น

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์คุณแม่จะเริ่มสังเกตอาการผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงร่างกายและจิตใจได้ เช่น ประจำเดือนกะปริดกะปรอย ประจำเดือนขาด ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก การเปลี่ยนแปลงของเต้านม เหนื่อยง่าย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ อุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น

คุณแม่ควรดูแลสุขภาพทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะสมบูรณ์ได้ขอแนะนำว่าควรมาฝากครรภ์ เพราะไม่ว่าคุณจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์เพียงใด การดูแลครรภ์ที่ดีขณะตั้งครรภ์จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนได้ การฝากครรภ์จึงมีจุดมุ่งหมายให้แน่ใจว่าคุณแม่และทารกในครรภ์ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีตลอดการตั้งครรภ์ และถ้าหากพบความผิดปกติจะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที

การฝากครรภ์นั้นควรเริ่มทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์เพราะหากพบว่ามีปัญหาสุขภาพของคุณแม่ที่จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ จะได้ทำการรักษาและดูแลอย่างใกล้ชิด การฝากครรภ์นั้นประกอบด้วย

การซักประวัติ เช่น ประวัติวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย (เพื่อใช้คำนวณอายุครรภ์และกำหนดคลอด) อาการผิดปกติต่างๆ เช่น ปวดท้อง เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด โรคประจำตัวของคุณแม่ก่อนการตั้งครรภ์ ประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคประจำตัวทางอายุกรรมอื่นๆ หรือ อาการแพ้ท้อง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ รวมทั้งประวัติโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ

การตรวจร่างกาย เช่น ตรวจร่ายกายทุกระบบ แต่เน้นที่เต้านมเพื่อเตรียมสำหรับการให้นมบุตร เช่น ดูว่ามีหัวนมบอด บุ๋ม สั้นกว่าปกติหรือไม่ ตรวจขนาดมดลูกว่าสัมพันธ์กับอายุครรภ์หรือไม่ รวมทั้งส่วนสูงและน้ำหนัก การตรวจสัญญาณชีพจร เช่น วัดความดันโลหิต และรวมถึงการตรวจภายใน (เพื่อเช็ดมะเร็งปากมดลูกและประเมินความกว้างของเชิงกราน)

การตรวจเลือด ตรวจความเข้มข้นของเลือดดูว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่ ภาวะโลหิตจางธาลัสซีเมีย (เป็นโรคโลหิตจางที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่พบมากในประเทศไทย) กรุ๊ปเลือดเอ บี กรุ๊ปเลือดอาร์เอช โรคที่ติดต่อทางเลือดอื่นๆ ได้แก่ โรคซิฟิลิศ โรคตับอักเสบบีไวรัส โรคไวรัสเอชไอวี และตรวจภูมิคุ้มกันต่อตับอักเสบบีไวรัส ภูมิคุ้มกันต่อหัดเยอรมัน รวมถึงการตรวจปัสสาวะไว้เป็นพื้นฐานในการตรวจครั้งต่อไป

การตรวจอัลตราซาวน์ เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ไม่มีอันตรายกับมารดาหรือทารกในครรภ์ ไม่ว่าจะทำบ่อยแค่ไหน แต่โดยปกติแนะนำให้ทำอย่างน้อย 3 ครั้งตลอดการตั้งครรภ์ แบ่งเป็นไตรมาสๆละ 1 ครั้ง โดยไตรมาสที่ 1 ทำเพื่อยืนยันว่าเป็นการตั้งครรภ์ในมดลูก มีจำนวนเด็กกี่คน การวัดความหนาต้นคอทารก (nuchaltranslucency) เพื่อการคัดกรองโรคทางโครโมโซมที่ผิดปกติ การตรวจยืนยันอายุครรภ์และกำหนดคลอด ไตรมาสที่ 2 ทำเพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ทางด้านโครงสร้างของอวัยวะสำคัญของทารก การเจริญเติบโตของทารก และยืนยันอายุครรภ์และกำหนดคลอดที่ถูกต้อง สามารถทราบเพศของทารก ตรวจตำแหน่งการเกาะตัวของรกและคุณภาพของรก ปริมาณน้ำคร่ำ รวมถึงการคัดกรองโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (ช่วงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์) ไตรมาสที่ 3 เพื่อตรวจดูการเจริญเติบโตของทารกว่าสัมพันธ์กับอายุครรภ์หรือไม่ ตำแหน่งและความสมบูรณ์ของรก ปริมาณน้ำคร่ำ ท่าของทารก น้ำหนักทารก เป็นต้น

โดยปกติจะนัดตรวจครรภ์ทุก 4 สัปดาห์ จนอายุครรภ์ 28-36 สัปดาห์ จึงนัดตรวจทุก 2 สัปดาห์ และหลัง 36 สัปดาห์จะนัดตรวจสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จนถึงกำหนดคลอด โดยการตรวจแต่ละครั้งจะทำการตรวจท้องภายนอก วัดขนาดมดลูกและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ตรวจหาความผิดปกติเกี่ยวกับไตหรือครรภ์เป็นพิษ เช่น ความดันโลหิตเพิ่มบวมมาก น้ำหนักเพิ่มมากผิดปกติ พบโปรตีนในปัสสาวะ เป็นต้น

ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป หรือมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคปัญญาอ่อน มีโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะเป็นปัญญาอ่อนเพิ่มขึ้น แนะนำให้เจาะตรวจน้ำคร่ำเพื่อตรวจดูโครโมโซมตอนอายุครรภ์ 16-18 สัปดาห์ และจะทราบผลใน 3-4 สัปดาห์ ส่วนกรณีคุณแม่ที่อายุน้อยกว่า 35 ปี ก็มีการเจาะเลือดคัดกรองโรคปัญญาอ่อน ในช่วงอายุครรภ์ 11-14 สัปดาห์ และ 14-19 สัปดาห์เช่นกัน ซึ่งจะทราบผลใน 1-2 สัปดาห์

 


อาการผิดปกติที่ต้องรีบมาโรงพยาบาล ได้แก่ มีเลือดออกทางช่องคลอด มดลูกบีบตัวเจ็บท้องก่อนกำหนดคลอด มีไข้ขึ้น ไม่สบาย ลูกดิ้นลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน มีน้ำไหลออกทางช่องคลอด ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปัสสาวะแสบขัด มือเท้าบวมมองเห็นได้ชัด หรืออาการไม่สุขสบายอื่นๆ

นอกจากนี้สิ่งสำคัญอีกอย่างของคุณแม่ คือ เรื่องอาหาร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาหารไม่สะอาด ค้างคืน ค้างมื้อ สุกๆ ดิบๆ ของหมักดอง อาหารรสจัดมากๆ เน้นทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องการปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้น 300 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งคือประมาณ 2,500 กิโลแคลอรี่ต่อวัน เพราะถ้าได้รับไม่เพียงพอร่างกายจะดึงเอาโปรตีนมาใช้เป็นพลังงานแทน ทำให้ทารกโตช้าและน้ำหนักน้อย สารอาหารที่อาจจำเป็นต้องเสริม เช่น ธาตุเหล็ก (30 มิลลิกรัมต่อวัน) แคลเซียม (1,000-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน) กรดโฟลิค (ในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์) โดยสรุปน้ำหนักควรขึ้นประมาณ 11-16 กิโลกรัมตลอดการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะตั้งแต่ 20 สัปดาห์เป็นต้นไป ควรเพิ่มสัปดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม

เรื่องการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น โยคะสำหรับคนท้อง การวิ่งเหยาะๆ การเดินออกกำลังกาย การว่ายน้ำ การออกกายบริหารในน้ำ ซึ่งการออกกำลังกายนั้นมักแนะนำช่วงไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป เนื่องจากทารกฝังตัวเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ก็มีได้ตามปกติในท่าที่เหมาะสมกับคุณแม่และไม่กระแทกหน้าท้อง ซึ่งมักแนะนำช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งทารกฝังตัวเรียบร้อยแล้วเช่นกัน นอกจากนี้สิ่งสำคัญในคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือ การนอนหลับในช่วงกลางวัน รวมถึงการทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียดกังวลในเรื่องต่างๆ ก็มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เช่นกัน และสิ่งสำคัญที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามคือ เรื่องการเตรียมทีมงานให้พร้อมสำหรับดูแลเมื่อทารกน้อยคลอดออกมา และกรณีคุณแม่ต้องกลับไปทำงานตามปกติเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเครียดตอนหลังคลอด

      ขอขอบคุณข้อมูล : พ.ญ.สิริพัฒน์ ปรีชาสนองกิจ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลสติมิเวช ศรีนครินทร์